อีกห้านาทีสามทุ่ม เหล้าแก้วแรกเพิ่งถูกกระดกลงลำคอ ก่อนจะบรรจงชงแก้วใหม่ โปรแกรมไมโครซอฟท์ เวิร์ด ก็ถูกเปิด

1
วันที่สามสิบเอ็ดเดือนธันวาคมปีห้าสาม เมืองยังวุ่นวาย

ข่าวสารทางโซเชี่ยลมีเดีย บอกว่าผู้คนทยอยกลับภูมิลำเนาเดิม การเดินทางเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ยี่สิบห้า เช่นเดียวผู้ดีตีนแดงบอกว่าถึงเวลาหนีความร้อนอ้าวของเมืองหลวงไปหาอากาศ หนาวทางภาคเหนือ

“กรุงเทพฯ ปีนี้อากาศไม่ดี สงสัยที่เขาว่าโลกร้อนขึ้นจะจริง” มิตรสหายท่านหนึ่งเอ่ย

นี่คงเป็นเหตุผลของการออกไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่นักเล่าข่าวบนกล่องสี่เหลี่ยมบอกว่าหนาว และมีคนตายเพราะทนหนาวไม่ไหว!

แต่ใครตายนั่นไม่ใช่ปัญหา เราไม่ได้ไปพักบ้านคนตาย ไม่ต้องกลัวว่าผีจะมาหลอก

ภาพข่าว : นักท่องเที่ยวแห่ชมแม่คนิงค์บนยอดดอยสูงจังหวัดเชียงใหม่

ยายผมหัวเราะร่า กับเนื้อหาทำนองแค่หยดน้ำบนยอดหญ้าก็ตื่นเต้นกันยกใหญ่

“คนพวกนี้ไม่เคยตื่นเช้า” ยายผมว่า

“ถึงตื่นเช้าก็ไม่มีให้ดู” ผมว่าบ้าง

มันจะมีอะไรเช่นนี้ในป่าคอนกรีต ตั้งแต่พื้นที่เหยียบไปจนถึงหลังคาคุ้มกะลาหัว ยอดหญ้าเป็นของหายากพอๆ กับต้นไม้ใหญ่ปากซอยสุขุมวิท 35 ที่ถูกตัดไป

ผมบอกลายาย ยกมือไหว้ และเอ่ยว่าเดี๋ยวจะแวะมาเยี่ยมใหม่ แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไหร่

เท็กซี่ส่วนบุคคลคันสีชมพูสด พาผมออกมาจากบ้านจัดสรรชานเมือง มุ่งหน้าเข้าสู่บางพื้นที่ของเมืองหลวง

'รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยเขียนเรื่อง “ความไม่ห่างไกลที่ห่างไกล ระหว่างหมู่บ้านกับกรุงเทพฯ” เขาบรรยายถึงความแตกต่าง ระหว่างถนนของคนจน และสนามกอล์ฟของคนรวย ในวันที่มีคลองกั้นกว้างขวางไม่กี่วา – มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

แต่นั่นมันเรื่องเมื่อหลายปีมาแล้ว

วันนี้ บนถนนเต็มไปด้วยรถรา ไม่ว่าจะในเมืองหรือนอกเมือง มันเป็นวันเดินทาง ไม่มีที่ไหนอีกแล้วที่จะเป็นถนนดินลูกลัง อย่างน้อยโครงการถนนปลอดฝุ่นของนายกฯ อภิสิทธิ์ก็แก้ไขสถานการณ์ความเลื่อมล้ำนี้ไปได้

ไม่ว่าที่ไหนๆ ในวันนี้คนก็เยอะชิบหาย

 

2
ตลอดปีห้าสามห้างเซ็นทรัลสาขาลาดพร้าวมีข่าวออกมาว่าจะปิดปรับปรุง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ยักปิดสักที จะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดหรือเปล่านั้น ผมไม่แน่ใจ

สาบานว่าผมคงนึกเหงาแน่ๆ ถ้าไม่มีที่นี่ เพราะมันเป็นที่แห่งความทรงจำ เป็นห้างสรรพสินค้าแห่งแรกๆ ที่ผมหงายฝาตีนให้กับพื้นห้างในวันที่ใครต่อใครประณามว่าเป็นบ้านนอกเข้า กรุง

จากบ้านนอกเลื่อนฐานะเป็นชนชั้นกลางอย่างดัด จริต จนถึงวันนี้ เซ็นทรัลลาดพร้าวก็เป็นที่ที่ผมคำนึกถึงเมื่อคิดจะหาอะไรสักอย่างที่อยากได้

อะไรสักอย่างที่อยากได้ของผม คือเหล้ายี่ห้อจิมบีมที่เริ่มต้นจากความคิดของคุณจาคอบ บีมในปีหนึ่งเจ็ดเจ็ดศูนย์ และหนังสือของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์อีกสองเล่ม

หนังสือ นั้นไม่มีปัญหา เพราะบังเอิญที่ร้านมีขายพอดี และสามารถหยิบจับไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ได้ในทันที ปัญหามันอยู่ที่เหล้ายี่ห้อจิมบีมนี่ล่ะ

สิบหกนาฬิกา ปากชาวบ้านเรียกบ่ายสี่หรือสี่โมงเย็น พนักงานขายกระโปรงสั้น แต่งหน้าจัดจ้าน ขอบตาสีฟ้า ปัดแก้มสีชมพู ทาลิปสติกสีแดงเข้มบอกว่า ตายแล้ว ตอนนี้ยังขายไม่ได้

“แต่ก็อยากขายนะ อยากขายมากๆ หล่อนบอก” ด้วยสายตาเว้าวอน “ห้าโมงเย็นมาใหม่น่ะค่ะ”

เธอในกระโปงสั้นพอปิดแก้มก้นมิดพูดกับผมอย่างมีความหวัง

อันที่จริง มันไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่หลวงสักเท่าไหร่ ปกติวิสัย ผมก็ไม่ได้เร่งเอาแอลกอฮอล์ลงกระเพาะตั้งแต่หัววันอยู่แล้ว และก็ไม่คิดว่าจะละเมิดกฎหมายบ้านเมืองแต่อย่างใด

แต่การรอให้เวลาหนึ่งชั่วโมงผ่านไปนั้น บางครั้งบางที มันก็เป็นเรื่องน่าเบื่อ

หน้าร้านอาหารแดกด่วนผู้คนยืนรอคิวโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ตัวเองจะถูกขานชื่อ

ต้นไม้ใหญ่ไร้ชีวิตประดับด้วยไฟหลากสีอยู่ยาวมาตั้งแต่วันคริสมาสเต็มไปด้วยแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปมือถือ

ที่ว่างที่เคยเป็นจุดพักของนักช้อป กลายเป็นลานแสดงสินค้าลดราคา

“โอกาสสุดท้ายของปีนี้” พริตตี้สายสวยในชุดสีแดง กระโปรงปิดแก้มก้นไม่มิด กังวานไปทั่วบริเวณ

ใช่สิ โอกาสสุดท้ายแล้วนิ ก็นี่มันวันที่สามสิบเอ็ดธันวาคมแล้วนี่หว่า ผมสบถในใจ

โฆษณาชวนเชื่อเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เสมอในยุคชนชั้นกลางนิยมอยากเป็นคนชนชั้นสูง

ผมมองหาที่ว่าง สำหรับนั่งฟังเพลงผ่านไอโฟนและหยิบหนังสือที่เพิ่งจ่ายตังค์ออกมาอ่าน

แต่มันไม่มีที่ว่างสำหรับผม

ใครบางคนในทวิตเตอร์บอกว่า วันนี้กรุงเทพฯ เป็นของเรา ชนชั้นกลางออกไปรับลมหนาวต่างจังหวัดกันหมดแล้ว

แต่ให้ตายสิ เขาคนนั้นคงไม่ได้ออกไปไหนเกินกว่าหน้าบ้านตัวเอง

เซ็นทรัล ลาดพร้าว ในวันนี้คนก็เยอะชิบหาย

 

3
สามทุ่มสามสิบนาที แต่ไม่ตรงเสียทีเดียว ผมออกมานั่งสูบบุหรี่ที่ตรงระเบียง โคมลอยหนึ่งดวงจากที่ไหนไม่ทราบลอยเด่นอยู่บนฟ้าที่ไม่มีแสงดาว

เสียงพลุดังปังตั้งแต่ทุ่มยังไม่ขาดสาย โชคดีที่มีเสียงเพลงของวงกันแอนด์โรสเสซช่วยกลบความดังอันน่าเบื่อหน่ายนั้น

แว่วมากับเสียงลมคือเสียงเครื่องยนต์บนถนนสี่เลน เสียงเพลงจากคาราโอเกะเริ่มมีให้ได้ยิน เสียงเพี้ยนผิดคีย์ไม่เป็นทำนองคือเรื่องปกติของการฉลอง แต่เสียงเคาะขวดแบบไม่เป็นจังหวะนี่สิ มันน่ารำคาญจนไม่อยากฟัง

กรุงเทพฯ ไม่เคยหลับ ใครบางคนเคยพูด และผมไม่เคยจำว่าเป็นคำพูดของใคร เพราะเหมือนวลีนี้ใครๆ ก็เอ่ยกัน จะน่าเสียดายก็แต่ผู้พูดคนแรก ไม่ได้จารึกชื่อของเขาให้ใครได้จดจำ

ถ้ามีการเก็บค่าลิขสิทธิ์จากวลีนี้คงได้ค่าเหล้าหลายมื้อ

เสียงเคาะขวดยังดังต่อเนื่อง

มันเป็นสัญญาณที่บอกว่า คืนนี้กรุงเทพฯ คนเยอะชิบหาย

 

4
ไม่รู้เป็นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่ใช่คนที่เก่งวิชาประวัติศาสตร์นัก แต่สุรา กลายเป็นเครื่องดื่มของการเฉลิมฉลองอะไรสักอย่างไปแล้ว

ผมเดินทางมาที่ถึงเคหะสถานในเวลาหกโมงกว่าๆ

ร้านรวงมีเปิดไม่มากนัก คงพอเข้าใจได้ดีในวันหยุดยาวที่เขาเหล่านั้นจะเดินทางกลับภูมิลำเนาบ้าง

หลายคนเข้ามาแสวงโชคในกรุงเทพฯ บ้างได้ดี แต่เสียทีก็มีถมไป

แม้ไม่ค่อยมีอะไรให่หาแดกในมื้อค่ำ แต่มันก็ยังไม่จนในการเสาะหาอะไรใส่ท้อง ว่ากันว่าใครขายของในวันหยุด มักจะได้กำไรดีกว่าขายของในวันปกติที่มีร้านค้ามากหน้าแข่งขันกันฟรีเซ้นต์ โภชนา

วันนี้ยังไม่ลำบากในการหาของกินให้พยาธิ

แต่คงต้องเร่งหน่อย เพราะพ่อค้าแม่ขายเดินเข้าของเจ็ดสิบเอ็ดที่เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงกันเป็นว่าเล่น

พวกเขามีจุดหมายเดียวกัน

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์

ผมนับถือในความอาจหาญของพวกเขา ที่กล้ายืนหยัดขายของในวันเช่นนี้ เขาสละเวลาครอบครัวเพื่อบำเรอความสุขแก่ขี้เมาทั้งหลายที่พยายามหากับแกล้ม ให้กะเพาะตัวเอง

หากเขาเหล่านั้นจะจิบเบียร์ไปด้วยระหว่างขายผมคงไม่ว่าอะไรดอก

ขอแค่ทอนเงินผมถูกก็พอ

กรุงเทพฯ ไม่เคยหลับ เมื่อมีแอลกอฮลล์

 

5
โกวเล้ง กล่าวไว้ว่า “ผมชอบรสชาดในการร่ำสุรา” ส่วน ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ อีกหนึ่งนักเขียนชั้นดีผู้ล่วงลับบอกว่า “ผมไม่โยนความทุกข์ลงแก้วเหล้า แต่ผมงมหาความสุขจากมัน” – ข้อความอาจไม่ถูกต้อง ขออภัย แต่เนื้อความคงไม่หนีห่างจากนี้

จะมีอีกหลายคนเอ่ยข้อความเกี่ยวกับเหล้าหรือไม่ คงมี แต่สติปัญญาที่มีอยู่เท่านี้ของผม คงจำไม่ได้

วันนี้ผมเขียนหนังสือพร้อมสุรา

เหมือนที่นักเขียนหลายท่านเขียนไปพร้อมๆ กับการดื่ม

จะผิดหรือถูกไม่แน่ใจ แต่ไม่มีใครถามนักเขียนซีไรต์ว่าคุณดื่มเหล้าไหมเวลาเขียนหนังสือนอกเสียจาก ขุนทอง อสุนีเคยถามชาติ กอบจิตติ บันทึกลงในนิตยสารสีสันฉบับเก่า

เหลือบมองถังน้ำแข็งและโซดา – ใกล้จะหมด

แรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือคืนนี้เริ่มร่อยหรอ

ผละจากหน้าจอลงไปเจ็ดขีดสิบเอ็ด

เจ็ดขีดสิบเอ็ดวันนี้คนก็เยอะชิบหาย

 

6
เสียงรถหวอดังลอดผ่านเสียงเพลงจากเครื่องเล่นฟิลิปราคาห้าพันกว่าบาทเข้ามาในห้อง

สงสัยคืนนี้จะมีคนเจ็บ

พาดหัวข่าวปีใหม่ ยังคงเต็มไปด้วยสติถิอุบัติเหตุตามเคย

เมาไม่ขับ เคยเชื่อกันบ้างหรือเปล่า

ปีใหม่นี้ คงเหมือนทุกปี มีคนตายเยอะอีกช่นเคย

 

7
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้

ขออภัยที่ยืดยาว และไม่ใช่ภาพอวยพรปีใหม่ ให้เข้าใจกันง่ายๆ เหมือนที่หลายๆ คนทำกันในเฟสบุ๊ค

ผมสัญญากับอาจารย์ท่านหนึ่งที่ผมเรียกว่าแม่ ว่าผมจะไม่หยุดเขียน ฉะนั้นแล้วคำอวยพรปีใหม่ของผมคงไม่ใช่ภาพที่ออกมาจากโฟโต้ช้อปหรืออิลลาสเต เตอร์

สวัสดีปีใหม่สองพันหน้าร้อยห้าสิบสี่ สวัสดีกรุงเทพฯ เมืองที่คนเยอะชิบหาย


....

Comment

Comment:

Tweet

#7 By (95.64.12.20) on 2011-08-05 07:13

#6 By (95.64.12.20) on 2011-08-05 07:12

Have no enough money to buy a building? Do not worry, just because it's possible to take the <a href="http://bestfinance-blog.com/topics/home-loans">home loans</a> to work out such kind of problems. So take a college loan to buy everything you require.

#5 By CoteJUNE (95.64.12.20) on 2011-08-05 07:11

โลกมืด หายไปไหน

ไม่เห็นวี่แวว

บล็อกดูเงียบเชียบ


sad smile

#4 By แวนด้า on 2011-06-02 23:28

พี่ครับ หายไปไหนหนอ
คิดถึงนะคับ

#3 By hackerlife on 2011-02-25 21:33

ไม่ได้เข้ามาอ่านบล็อกโลกมืด นานมาแล้ว

วันนี้ขอเข้ามาทักทายก่อนก็แล้วกัน

สวัสดีปีกระต่ายbig smile

#2 By แวนด้า on 2011-02-23 01:22

สวัสดีปีใหม่ครับในเมืองที่คนเยอะชิบหาย
จนแม้แต่ความสงบในห้องยังถูกบุกรุกsad smile

#1 By XEGXEF on 2011-01-01 00:34