ถ้าจะให้นิยามความหมายของเวลา 20 ปี คุณจะนิยามมันว่าอย่างไร ออกจะเป็นเรื่องยากอยู่สักหน่อยที่ต้องตอบไปโต้งๆ แต่พอลองหาองค์ประกอบต่างๆ มาเทียบเคียง ก็อาจพออธิบายบ้าง ยกตัวอย่างเช่น


หากเทียบกับอายุคนตั้งแต่แรกเกิด ก็คงเป็นวัยหนุ่มที่ชอบใช้ชีวิตโลดโผน สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ มากมาย
หากเทียบกับสิ่งของ ก็ต้องเรียกว่าของเก่า บางอย่างอาจมีมูลค่าเมื่อนำไปตีราคา
และพอมาเทียบเคียงกับเรื่องราว ก็อาจจะเปรยแบบหยาบๆ ได้ว่าเป็นตำนาน...

ณ ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทุกวันจะมีชายรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งยืนอยู่บนกองหิน มือขวาถือปากกา มือซ้ายถือสมุดจด เขาคล้องกล่องส่องทางไกลไว้ที่คอ สะพายกล้องถ่ายภาพพาดเฉียงกับลำตัว และสะพายเป้สนามใบโตเสียจนปิดแผ่นหลังมิด

19 ปีผ่านไปแล้วที่เขายืนอยู่ที่ตรงนั้น ไม่เคยขยับย้ายหายไปไหน

คนที่ไปเขตรักษาพันธุ์ฯ รู้จักเขาในนามตัวตายตัวแทนของผู้ที่จากไป

รูปปั้นขนาดเท่าตัวจริง หล่อจากเหล็กถูกสร้างขึ้นเพื่อย้ำเตือนถึงชายคนหนึ่ง เขาคืออดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่มีชื่อว่า สืบ นาคะเสถียร

เช้ามืดของวันที่ 1 กันยายน ปี พ.ศ. 2533 สืบ นาคะเสถียร ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองลงที่บ้านพักในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

เสียงปืนหนึ่งนัดที่ดังขึ้น มันคือความตายอันเป็นจุดสิ้นสุด แต่ในทางกลับกัน มันคือบทเริ่มต้นของตำนานนักอนุรักษ์คนหนึ่งที่ยากจะหาใครมาเปรียบ

หลังจากที่พี่สืบเสียชีวิต เรื่องราวของชายร่างสูง สวมแว่นสายตาอันใหญ่ก็ถูกนำมาเล่าขานเล่าขานอยู่เสมอๆ

บางครั้งความตายมักบอกเล่าเรื่องราวของคนได้ดีกว่าตอนที่มีชีวิตอยู่

เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ถ้าไม่มีเสียงปืนนัดนั้น ห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร คงไม่มีป้ายมรดกโลกตั้งอยู่อย่างทุกวันนี้ เพราะในช่วงเวลานั้น น้อยนักที่จะมีใครหันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นจริงเป็นจัง

ในวันที่พี่สืบยังมีชีวิต ครั้งหนึ่งเคยหอบเอกสารไปหาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผืนป่าเมืองไทย แต่ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “คุณต้องทำงานหนักกว่านี้อีก” โดยที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นแทบไม่ได้สนใจเนื้อความในรายงานที่พี่สืบนำไปเสนอเลย

ไม่เพียงแต่การที่ห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แรงสั่นสะเทือนของเสียงปืนที่ลั่นป่าในเช้ามืดของวันที่ 1 กันยา ยังส่งผลให้ทรรศนะเรื่องสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยได้ถูกปลุกขึ้น

เวลานั้นจึงมีกิจกรรมด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงการก่อตั้งองค์กร หน่วยงานต่างๆ ในการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการก่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียรจากผองเพื่อนของพี่สืบเพื่อมุ่งหวังสืบทอดเจตนารมณ์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของสืบให้คงอยู่ต่อไป

ภาพพี่สืบกำลังปั้มหัวใจให้กับกวางที่ช่วยขึ้นจากน้ำ เมื่อครั้งทำโครงการช่วยเหลือสัตว์ป่าตกค้างจากการปล่อยน้ำลงเขื่อนเชี่ยวหลาน เป็นบทสำคัญที่ทำให้คนไทยได้รู้ว่า ประเทศนี้ยังมีคนที่ทุ่มเทให้กับสิ่งต่างๆ บนโลกอย่างไม่ลดละ แม้ว่าความหวังจะริบหรี่เพียงใดก็ตาม

ด้วยประกายเพียงน้อยนิด ก็อาจทำให้ไฟลุกโชนได้

บทเพลงสืบทอดเจตนา (2533) ที่เขียนโดยยืนยง โอภากุล หรือแอ็ด คาราบาว เป็นอีกสื่อที่ตอกย้ำหลังจากความตายได้เกิดขึ้นว่า “สืบ นาคะเสถียร เป็นบทเรียนข้าราชการไทย” ในขณะที่สุรชัย จันทิมาธร หรือหงา คาราวาน ได้เขียนเพลงสืบ นาคะเสถียร (2545) ขึ้นมาภายหลังว่า “ไม่เพียงเท่านั้น คือขวัญ กำลังใจ ของคนรักษ์ป่า”

ใช่ครับ แม้พี่สืบที่จากโลกนี้ไปเกือบจะ 20 ปีแล้ว แต่เมื่อพูดถึงคนทำงานอนุรักษ์ ชื่อของสืบ นาคะเสถียร จะถูกเอ่ยขึ้นมาในลำดับต้นๆ อยู่เสมอ

หลายครั้งที่พูดคุยกับนักอนุรักษ์รุ่นใหม่ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า หรือคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาป่า ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจการทำงานมาจาก สืบ นาคะเสถียร หรือมีพี่สืบเป็นแบบอย่างของการทำงาน

วันที่ 1 กันยายนที่กำลังจะมาถึง จะครบ 20 ปีที่พี่สืบได้จากเราไป

หากเทียบกับเวลาหลังความตาย 20 ปี สามารถทำให้เรื่องราวทรงคุณค่า (อย่างที่กล่าวไปในย่อหน้าแรกๆ) แต่ในทางตรงกันข้ามก็อาจทำให้เรื่องราวบางอย่างหล่นหายไป

วันนี้อาจทั้งมีคนที่รู้จักสืบ นาคะเสถียร และไม่รู้จัก

“แต่ตายสิบจักเกิดแสน” เคยได้ยินวลีนี้ไหมครับ

บางคนอาจจะบอกว่าเป็นแค่ช่วงไม่กี่ปีแรกๆ หลังจากที่พี่สืบเสียชีวิตที่ทำให้กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในประเทศตื่นตัวขึ้นมา แต่กับคนที่คลุกคลีและทำงานอยู่ด้านนี้ จะเห็นว่า เรื่องราวการอนุรักษ์ธรรมชาติยังดำเนินมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

ที่ไม่รู้ ไม่เห็น อาจเพราะไม่สนใจ หรืออาจเพราะไม่เป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่กิจกรรมยังคงมี อย่างน้อยการที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรยังดำเนินงานมาจนจะครบปีที่ 20 ก็เป็นเครื่องยืนยันอย่างหนึ่งล่ะว่า สิ่งที่พี่สืบได้ฝากไว้ วันนี้มีคนสานต่อแล้ว และก็ไม่เพียงแต่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรเท่านั้น องค์กร บุคคล ที่ทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ก็ยังคงปฏิบัติภารกิจสู้เพื่อโลกอยู่ตลอดเวลา

ทั้งหลายทั้งปวงคือการสืบสานแนวคิดการอนุรักษ์ของพี่สืบ ทั้งจากทางตรงและอ้อม ซึ่งมันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า 20 ปีที่ผ่านมา พี่สืบยังอยู่กับเราเสมอ

แต่เมื่อไหร่ที่เจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ธรรมชาติสูญสิ้นไปจากความคิด เมื่อนั้นความตายอาจพรากสืบ นาคะเสถียรไปจากเราเป็นครั้งที่สอง

แล้วเราอยากให้เป็นอย่างนั้นหรือ...

...

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร ROKZ MAGAZINE คอลัมน์ ROKZ WARNING

Comment

Comment:

Tweet

เพิ่งมารุ้จัก
คงไม่ช้าไป

รุ้จักคุณสืบตอนท่านตายน่ะละ
confused smile confused smile confused smile

#11 By ปิยะ99 on 2010-10-15 14:16

สวัสดีครับพี่ :)

#10 By hackerlife on 2010-10-15 10:32

Hot! Hot! Hot!

#9 By Small Point on 2010-10-13 00:18

Hot! Hot! Hot!

ทำไมคนดี ถึงต้องตายนะ

คนถึงจะรู้ว่าดี

#8 By Im waterfall on 2010-10-11 13:43

เจ้าจากไป...ไม่สูญเปล่าHot!

#7 By tongg on 2010-09-02 14:02

Hot!

#6 By จอมบงการ on 2010-08-30 23:18

Hot! Hot! Hot! Hot!
ต้องช่วยกันรักษ์โลกรักษ์ป่ารักษ์ธรรมชาติ

#5 By i'FY on 2010-08-30 20:00

Hot! Hot! Hot!
การฆ่าตัวตายเป็นบาปยิ่งทีเดียว แต่ผลการฆ่าตัวตายของโยมสืบนี่ก็ส่งผลวงกว้างมากอย่างที่เขียนจริงๆ

#4 By mahaoath on 2010-08-30 16:21

Hot! Hot!
ผมจะไปดูนิทรรศการที่หอศิลป์นะครับ

#3 By hackerlife on 2010-08-30 13:27

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#2 By freeda on 2010-08-30 08:03

Hot! Hot! Hot!
เห็นด้วยกับประโยคที่ว่า
"บางครั้งความตายมักบอกเล่าเรื่องราวของคนได้ดีกว่า
ตอนที่มีชีวิตอยู่"
การเสียสละของหัวหน้าสืบเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่
แต่ถูกเล่าขานแค่ปีละครั้ง
ในขณะที่บางเรื่องราวของบางคนที่ร่ำรวยจากการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างถูกกฎหมายกลับถูกกล่าวย้ำซ้ำๆบนหน้ากระดานหุ้น และเป็นไอด้อลของเยาวชน...