“เขาเริ่มเป็นหนี้สินกัน ตั้งแต่ที่รัฐบาลออกเงินกองทุนหมู่บ้านให้เขากู้”

คำบอกเล่าของจอตือ ยุทธชัย บุตรแก้ว หัวหน้าภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียรพื้นที่อุ้มผาง ถึงปัญหาที่พบในการทำงานโครงการจอมป่า

กองทุนหมู่บ้าน เป็นหนึ่งในหลายโครงการจากนโยบายประชานิยมสมัยรัฐบาลทักษิณ แล้ววันนี้หนี้สินจากกองทุนก็เป็นมรดกตกทอดจากรัฐบาลสมัยนั้นมาสู่ชาวบ้านใน ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันออก

ยุทธชัย เล่าว่า ชาวบ้านที่เป็นหนี้ส่วนมากมาจากการกู้เพื่อไปซื้อเครื่องอำนวยความสะดวก อย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนตร์ ที่ใหญ่หน่อยก็เป็นรถไถ (มาพร้อมกับการขยายตัวของพืชเชิงเดี่ยว)

“ระหว่างที่ทำงาน จอมป่า ก็รู้ว่ามีชาวบ้านหลายหมู่บ้านที่ทำงานร่วมกับเราเป็นหนี้ แล้ววิธีแก้ปัญหาของเขาส่วนใหญ่จะไปกู้เงินจากกองทุนใหม่ๆ มาใช้หนี้กองทุนเก่าที่เคยกู้ครั้งแรก ก็เลยเป็นหนี้หมุนวนไปเรื่อย ใช้ยังไงก็ไม่หมดสักที”

“แล้วเวลาเขาเป็นหนี้ เขาจะไม่คิดอะไรเลย นอกจากการหาเงินใช้หนี้ จะสนแต่ตัวเอง ไม่สนใจคนอื่น เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ในการทำงานจอมป่า เพราะงานเราต้องอาศัยความสามัคคีของคนในชุมชน”


ที่สำคัญอีก เรื่อง หนี้สินจะเป็นตัวชักนำให้เขาเข้าไปหาของป่าหรือล่าสัตว์ออกมาขาย

“จริงๆ แล้ว ด้วยวิถีชีวิตของเขาคืออยู่ง่ายๆ เพาะปลูกอะไรก็เอาแต่พอกิน ไม่ได้หวังจะขาย ทีนี้พอต้องการเงินขึ้นมาก็เลยอาศัยหาของจากในป่ามาแลกหรือมาขายแทน ซึ่งตรงนี้ มันผิดวัตถุประสงค์ของงานที่เราทำ”

ต่อปัญหาดัง กล่าว ยุทธชัยได้เล่าว่า เขาได้ตั้งโจทย์ไว้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน (เพื่อปลดหนี้) ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ไปเปลี่ยนวิถีชีวิตของเขา เราก็เลยต้องมองรอบๆ ตัวหมู่บ้าน

จากการมอง ทำให้เห็นไม้พื้นถิ่นอย่างมะตึงยาง (ลูกเนียง) ซึ่งตอนนี้ผลมีราคาค่อนข้างดี

“พอศึกษาข้อมูลของมะตึงยาง ทำให้เรารู้ว่าเป็นไม้พื้นถิ่นของที่นี่เลย ทีอยู่ทั่วอุ้มผาง แต่ว่าตอนนี้มีปัญหาเหมือนกับมะอิ กระวาน (พืชจำพวกใช้ทำเครื่องเทศ) คือเมื่อพื้นที่ถูกเปิดจากการทำไร่ ทำให้ไม่ค่อยมีใครสนใจปลูกกัน แต่ว่าตอนนี้ขายได้ราคาดีในท้องตลาดทีเดียว”

แล้วเมื่อคำนวนผลผลิตต่อต้นกับเนื้อที่ที่มีอยู่ พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกของแต่ละหมู่บ้านมีอยู่เพียงพอต่อจำนวนต้นที่สามารถปลดหนี้ ได้อย่างสบาย

ซึ่งเนื้อที่สำหรับการเพาะปลุกนั้น ก็เป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ของชุมชน ที่อยู่ในการวงแนวเขตขอบในของชุมชนเอง ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการของชุมชนและเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ ที่สำคัญคือ ไม่เข้าไปเบียดเบียนพื้นที่ป่าธรรมชาติ

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปลด หนี้ได้หรือไม่ได้ หรือมีพื้นที่พอทำหรือไม่ แต่มันอยู่ที่จะลงมือทำหรือไม่ทำ



ยุทธชัยเล่าว่า กว่าจะเกิดสวนมะตึงยางขึ้นได้ เขาใช้เวลาไปกว่า 2 ปีในการชักชวนชาวบ้านมาร่วมทำงานกัน

เช่นเดียวกันกับก่อนหน้านี้ ที่เจ้าหน้าที่อนุรักษ์พยายามชวนให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้ แต่ก็ไม่มีใครปลูก ส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะพันธุ์ไม้ที่ได้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของชาวบ้าน

หรือบางกรณี ให้ชาวบ้านปลูกต้นไม้ แต่ไม่ให้ตัด พอเขาเห็นว่าทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรตรงๆ ก็ไม่มีใครทำ

ในส่วนของมะ ตึงยางเอง ยุทธชัยบอกว่าตอนแรกก็เข้ามาร่วมไม่กี่คน เพราะส่วนมากจะขี้เกียจกัน

“ที่ว่าขี้เกียจไม่ได้หมายถึง เป็นคนสันหลังยาว แต่เพราะมีหน้าที่การงานของตนกันทั้งนั้น ทำไร่กันก็เหนื่อยอยู่แล้ว ตอนนี้เลยไม่มีเวลาจะมาดูแลอะไรเพิ่มเติมอีก”

อีก ประเด็น คือ ในนามของคนทำงาน ยุทธชัยจะไม่เข้าไปตัดสินใจให้เขา ให้เขาเป็นคนตัดสินใจเอง ทางมูลนิธิสืบฯ เป็นแค่คนเสนอแนวคิดเท่านั้น

แต่บางงานก็ใช้เวลาคิดนานเหมือนกัน  

โชคดีที่ส่วนหนึ่งของโครงการจอม ป่าที่ยุทธชัยชวนชาวบ้านทำ มีการทำสวนคนขี้เกียจ หรือการทำบ้านเรียนรู้ คือปลูกไม้ทุกอย่างในพื้นที่บ้าน เป็นสวนผสมที่มีหลายๆ อย่าง ซึ่งตอนนี้บ้านเรียนรู้หลายหลัง ได้ออกดอกออกผลได้กินได้ใช้ ทำให้จากเดิมที่เคยเมียงมองอยู่ห่างๆ เริ่มเห็นผลจากการชวนทำอะไรต่อมิอะไร และเริ่มสนใจมาขอลงแรงกันอย่างจริงจัง

และจากผลเชิงประจักษ์ใน เรื่องดังกล่าว ปัจจุบัน สวนมะตึงยางก็เกิดขึ้นมา ภายใต้ชื่อสั้นๆ ว่ากองทุนมะตึงยาง

นอกจากมะตึงยางแล้ว ภายในสวนยังมีการส่งเสริมปลูกพืช และไม้ผลชนิดต่างๆ เพิ่ม อาทิ สะตอ หมาก กล้วย เป็นต้น

“ในเบื้องต้นทางมูลนิธิฯ เป็นคนหาเมล็ดมาเพาะให้ก่อน จากนั้นก็เริ่มมีผล ก็ให้ชาวบ้านเขาดำเนินการต่อเอง ตรงนี้เราได้วางเป้าหมายไว้ว่าต้องปลดหนี้ให้ได้ และจากนั้นผลที่ได้ต่อมาหลังจากเคลียร์หนี้สินเสร็จ จะเป็นกำไรที่เอาเข้ากองทุนหมู่บ้านของเขาเอง”


เรื่องน่ายินดีอีกอย่าง คือ นอกจากจะสามารถปลดหนี้ได้ในอนาคต งานนี้ยังเป็นงานส่งเสริมการทำงานร่วมกันของชาวบ้านอีกงาน

“ตอนนี้คณะกรรมการป่าชุมชนเป็นผู้ดูแลสวน และการเพาะเมล็ดขายแก่ชาวบ้านที่อยากเอาไปปลูกสร้างรายได้แก่ครอบครัวตัวเอง เขาขายถุงละ 3 บาท รายได้ก็เอามาใช้ในงานลาดตระเวนอย่างมีส่วนร่วม”

ในขณะเดียวกัน ที่ประชุมก็มองต่อยอดว่า ในอนาคตเมื่อรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะจ้างคนมาดูแลสวนแทนคณะกรรมการหมู่บ้าน เป็นการสร้างรายได้แก่คนในชุมชน นอกเหนือจากนี้ อาจหารถเพื่อใช้สำหรับขนส่งออกไปขายเองแทนการจ้างวานรถจากที่อื่นซึ่งอาจ เสียค่าใช้จ่ายที่มากกว่า

ณ เวลานี้ เพิ่งผ่านมา 2 ปี แม้ผลผลิต ยังไม่ออกดอกออกผลให้เชยชม แต่ก็น่าสนใจว่า การทำงานมีการขยายเนื้อที่เพิ่มขึ้น

”ตอนนี้มีหลายหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการทำสวนมะตึงยาง หลักๆ เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ อยู่ติดเมือง เพราะถูกคุกคามจากพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งวิถีชีวิตเขากำลังจะเปลี่ยน แต่ถามเขา เขาก็ไม่อยากเปลี่ยน เขายังอยากอยู่แบบคนรุ่นปู่รุ่นย่า คือพึ่งพิงจากป่า มากกว่าการดำเนินชีวิตไปตามกระแสภายนอก”



วันนี้ในแผนที่การ ทำงานการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตกกำลังลงพิกัด สวนมะตึงยางของหมู่บ้าน กุยเลอตอ กุยต๊ะ และหม่องกั๊วลงไป และอีกหลายๆ หมู่บ้านในทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกก้กำลังตามมา

ไม่เพียงแต่ สวนของชุมชน วันนี้ งานได้ขยายตัวไปถึงสวนของเยาวชน

“วันนี้ ชาวบ้านเขาทำสวนเยาวชนด้วย คือให้เยาวชนของหมู่บ้านเป็นคนดู เหมือนเป็นทรัพย์สินมรดกที่คนรุ่นเก่าเตรียมส่งให้คนรุ่นใหม่ต่อไป”

อย่างไรก็ดี ปริมาณที่มาก (ซึ่งอาจมากขึ้นเรื่อยๆ) เป็นเรื่องที่ต้องคิดกันต่อไปว่า จะสามารถหาตลาดมารองรับได้อย่างไร และหากวันหนึ่งมะตึงยาง กลายเป็นอาหารแฟชั่นที่มีขายทั่วไปจนราคาตกไปแล้ว ซึ่งยังต้องอาศัยการวางแผนล่วงหน้า

แต่อย่างไร ผลที่กำลังจะประจักษ์คือ ชาวบ้านจะพ้นจากภาวะหนี้สินรัดตัวเสียที ด้วยสวนมะตึงยางที่เกิดจากการลงแรงของเขาเอง

ซึ่งนี่เป็นทางออกสำคัญ ในการจัดการหนี้สินที่เกิดจากกองทุนต่างๆ ของรัฐบาล โดยใช้กองทุนที่เกิดจากหมู่บ้านเข้าสู้

คงจะไม่เกินจริงไป หากจะบอกว่านี่ล่ะ คือกองทุนหมู่บ้านแท้ๆ ที่มาจากประชานิยมโดยแท้ของชาวบ้าน เพื่อชาวบ้าน

Comment

Comment:

Tweet

เป็นแนวทางที่ดีจริง ๆ และเป็นแบบอย่างที่ดีด้วยครับbig smile big smile

#12 By kriangkrai on 2010-05-17 08:50

มีคำถาม
-มะยางตึงใช้ทำอะไร กิน เหรอ แต่รูปทรงมันเท่เป็นบ้าเลย
-การขยายตลาดของสิ่งนี้ ต้องดูประโยชน์ของมันก่อน อาจเอาส่วนที่ไม่ใช้มาแปลรูป เป็นของได้ ดูรูปทรงของเมล็ดมันแล้ว ทำอะไรได้เยอะเลยนะ

สุดท้าย..เป็นเรื่องที่น่ายินดีถ้า ชาวบ้านจะหมดหนี้สิน^^

ปล..เค้าเห็นเสื้อจอมป่า ที่ตอง กับ น้อง(อะไรนะ จำไม่ได้ sad smile sad smile sad smile ใส่ ) เค้าอยากได้ละตะเอง ทำไงดีอะ embarrassed embarrassed embarrassed

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#11 By freeda on 2010-05-16 12:52

Hot! Hot! Hot!

จริงๆ กองทุนหมู่บ้าน เป็นนโยบายทีดีนะคะ เพียงแต่บางหมู่บ้านนำไปประยุกต์ใช้ไม่เป็นก็เลยหาว่ามีปัญหา บางหมู่บ้านใช้เป็นก็ได้ผลดี

สำหรับ มะตึงยาง เนี่ยเพิ่งเคยได้รู้จักเลยค่ะ คนกลุ่มนี้สร้างสรรค์ดีนะคะ สุดยอด
Hot! Hot!

#10 By Pat on 2010-05-16 01:00

ขอโทษด้วยที่ต้องขออนุญาตมองกลับว่า ปัญหานี้มันไม่เกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านไม่ใช่หรือครับ
จะมีหรือไม่มี คนก็ต้องการเงิน และทรัพยากรก็มีไม่พอ

เป้าหมายของกองทุนหมู่บ้านคือแบบนี้ไม่ใช่หรือ? คือมีเงินเผื่อไว้ให้ แล้วชาวบ้านก็คิดหาทางเอามันไปใช้

ตามความเป็นจริงมูลนิธิไม่ควรเป็นคนลงทุนหาเมล็ดให้เพาะเลย แต่น่าจะให้ดึงเงินมาจากกองทุนหมู่บ้าน ตั้งแต่ครั้งแรกที่กองทุนถูกส่งมาถึงมากกว่า
ถ้าได้ทำแบบนั้นแต่แรก ผลที่ได้คือ จากที่ต้องตั้งเป้าหมายเป็นการปลดหนี้ ก็จะกลายเป็นได้ใช้กองทุนหมู่บ้านอย่างคุ้มค่าตามที่ควรจะเป็น
ผมคิดว่าอย่างนั้น
นึกถึงตอนทุนหมู่บ้านลงตอนนั้น อย่างกะปุ๋ยเคมี
แรงๆฉีดลงไป หญ้าอะไรตายหมดเลยsad smile

แนวคิดเอนทรี่นี้เจ๋งไปเลยครับ นึกถึงสหกรณ์
ขึ้นมาตะหงิดๆcry

#8 By XEGXEF on 2010-05-15 23:25

พยายามจะทำเรื่องย้ายกลับบ้านหลายหนเพื่อขยายความคิดของตัวเองค่ะ..หนสุดท้ายที่กลับบ้านทำให้ปลูกต้นข้าวได้หลากมิติมากขึ้น หลายครั้งที่พบคำตอบว่า "วิถีชีวิตแบบไทย" เท่านั้นเองที่จะช่วยดึงรั้งให้เรายังคงอยู่ได้ภายใต้กระแสโลก..ยินดีทุกครั้งที่ได้พบว่ามีคนอีกมากมายหลายคนยังคงทำเช่นนั้นอยู่อย่างอดทน

ขอบคุณที่แบ่งปัน..และนำทางค่ะ

Hot! Hot! Hot!

#7 By มิตร on 2010-05-15 23:17

พอพูดถึงกองทุนหมู่บ้านที่มาช่วยสร้างหนี้ให้กับชาวบ้าน มันทำให้รู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ

ทุกวันนี้ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่ตกอยู่ในวังวนของหนี้สิน หนี้ที่เขาเชื่อว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้นแต่สุดท้ายแล้วก็ยังเหมือนเดิม และยังไม่มีวี่แววว่าเมื่อไหร่พวกเขาจะได้ชีวิตที่ปลอดหนี้คืนมาอย่างฝันเสียที

แนวความคิดของคุณยุทธชัยนี่เป็นหลักการกองทุนหมู่ที่แท้จริงเลยค่ะ...เพราะสร้างพื้นฐานอาชีพรายได้ที่มั่นคงให้กับชาวบ้าน นับถือความคิดและความพยายามที่จะนำพาชาวบ้านชีวิตที่มั่นคง...



big smile big smile big smile big smile

ปาดาวให้ด้วยความนับถือและชื่นชมค่ะ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#6 By Nart on 2010-05-15 22:01

Hot! Hot! Hot!

นับเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดปัญญา (แต่เหนื่อยจัง)

เคยไปเที่ยวหม่องกั๊วครับ เจริญมาก หมู่บ้านใหญ่มาก

เจริญธรรม ฯ

#5 By Dhammasarokikku on 2010-05-15 21:48

ว้าววว สาระดีๆจากกองทุนหมู่บ้าน

น่าจะนำไปเผยแพร่ให้กองทุนอื่นๆดูเป็นตัวอย่างนะคะ
จะได้ไม่ต้องเป็นหนีสินรุงรังพันกันไปมา Hot!

#4 By Death moon on 2010-05-15 21:47

ทำงานกับชาวบ้าน ต้องใช้ความอดทน เวลา และความจริงใจค่ะ นับถือทุกท่านที่ทำงานเพื่อชาวบ้านอย่างใจจริง และจริงใจค่ะbig smile big smile Hot!
เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นค่ะ คุณยุทธชัยเยี่ยมมากเป็นผู้บุกเบิกช่องทางทำมาหากินของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

สวนมะตึงยางก็จะเป็นสินมรดกแก่ลูกหลานต่อไป



big smile

#2 By ไผ่ลู่ลม on 2010-05-15 21:44

มีสาระดีครับ

#1 By cesarmonsters on 2010-05-15 21:38